เกี่ยวกับฉัน

รูปภาพของฉัน
สุพรรณบุรี, Thailand
ผู้หญิงอายุเยอะ น้ำหนักมาก รักแมว ชอบเที่ยวป่า ดูนก แต่ไม่ตกปลา เกิดที่โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช สุพรรณบุรี เป็นลูกคนแรกที่แม่ไปคลอดที่โรงพยาบาล โดยไม่ผ่านมือหมอตำแย เป็นคนสุพรรณฯ เลือดร้อย เรียนอนุบาลและป.1 ที่โรงเรียนอนุบาลเสริมศึกษา(ปัจจุบันนี้ไม่มีแล้ว) ป.2-7 ที่โรงเรียนวัดสุวรรณภูมิ(ปัจจุบันคือโรงเรียนสุพรรณภูมิ ม.ศ.1-5 ที่โรงเรีงเรียนสงวนหญิง คบ.เอกเกษตรศาสตร์ จากวิทยาลัยครูพระนคร ศศบ. สารนิเทศาสตร์ จาก มสธ. กศม. การศึกษาผู้ใหญ่ จาก มศว. ปรด. จะจบหรือเปล่าไม่รู้ ที่ไหนยังไม่บอก เดี๋ยวจะทำสถาบันเสื่อมเสีย
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตลาดชุมชนริมแม่น้ำท่าจีน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตลาดชุมชนริมแม่น้ำท่าจีน แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ตลาดชุมชนริมแม่น้ำท่าจีน:ตลาดคอวัง













ตลาดคอวัง อยู่ริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำท่าจีน ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านแหลม อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นตลาดเอกชนที่นางซิ่วกี่ ม้าวิไล และนางหมาเล็ก แซ่ตั้ง ซึ่งเป็นพี่น้องกันเป็นเจ้าของ เป็นตลาดที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 120 ปี เดิมนางซิ่วกี่ มีอาชีพรับซื้อข้าว เห็นว่าบริเวณบ้านคอวัง มีทำเลดีเหมาะที่จะสร้างตลาด เนื่องจากที่ตั้งของบ้านคอวังเป็นจุดศูนย์กลางที่ชาวบ้านป่า คือ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ที่บ้านสวนแตง บ้านสระยายโสม และอู่ทอง นำสินค้าที่เป็นของป่า และถ่านหุงข้าว บรรทุกเกวียนมาตามทางเกวียนมาขาย รวมถึงมารับซื้อสินค้าที่ส่งมาทางเรือไปขาย ชาวทุ่ง แถบบ้านโพธิ์ศรี โพธิ์ตะควน ก็จะนำข้าวเปลือกมาขายเช่นเดียวกัน จึงสร้างเป็นห้องแถวไม้ให้เช่าเปิดเป็นร้านค้า
ลักษณะทางกายภาพของตลาดคอวัง เป็นห้องแถวไม้ปลูกเรียงติดต่อกันเป็นแถวยาว เป็นรูปตัวยู มีประมาณ 40 – 50 ห้อง มีตลาดสดอยู่ตรงกลาง ผู้ค้าในตลาดคอวังมีความสัมพันธ์กันในเชิงเครือญาติ กล่าวคือเจ้าของตลาดจะแบ่งให้ญาติๆเช่าห้องแถวค้าขาย ต่อมาผู้เช่าก็จะแบ่งแยกยกสิทธิให้ลูกหลานทำการค้าต่อไป
ตลาดคอวังในระยะเริ่มแรกเป็นตลาดขนาดใหญ่ มีความเจริญเป็นอย่างมาก เพราะเป็นท่าข้าวที่ชาวทุ่งจากวัดดาว บ้านโพธิ์ศรี โพธิ์ตะควน นำข้าวเปลือกมาขายที่โรงสี ที่ตั้งอยู่ที่ตลาดคอวัง ชาวบ้านป่าจะนำของป่าและถ่านหุงข้าวมาขายส่ง การดำเนินธุรกิจเช่นนี้ จึงทำให้เกิดอาชีพรับจ้างต่อเรือ อู่ต่อเรือขึ้นที่ตลาดคอวัง โดยต่อทั้งเรือลำเลียง เรือสำปั้น และเรือแปะ







ตลาดคอวังนับเป็นตลาดค้าเรือ และรับจ้างต่อเรือขนาดใหญ่ มีอู่ต่อเรือหลายแห่ง ซึ่งผู้ดำเนินกิจการการต่อเรือเป็นชาวจีนไหหลำที่อพยพเข้าค้าขายในประเทศไทย ไม้ที่นำมาต่อเรือนี้ส่วนหนึ่งล่องมาจากทางเหนือตามลำน้ำเจ้าพระยาเข้าไปกรุงเทพฯ มีพ่อค้ามุสลิมเป็นผู้จำหน่ายซุงที่ล่องมา จากนั้นชาวจีนไหหลำจะเดินทางไปซื้อซุงเพื่อนำมาต่อเรือ โดยชักลากขึ้นมาตามลำน้ำท่าจีน กับอีกส่วนหนึ่งชักลามาจากทางเหนือล่องมาตามลำน้ำท่าจีน ในอดีต บริเวณหน้าตลาดคอวังจะมีแพซุงขนาดใหญ่ผูกติดไว้เป็นจำนวนมาก
สินค้าอื่น ๆ ที่ขายในตลาดคอวังได้แก่ เครื่องอุปโภค บริโภค ที่ขายในร้านโชวห่วย มีทั้ง ผงซักฟอก สบู่ ยาสีฟัน อุปกรณ์ซ่อมแซมเรือ เช่น ชัน น้ำมันยาง ซึ่งรับสินค้ามาจากกรุงเทพ ฯ ทั้งที่เดินทางไปซื้อเอง โดยทางเรือ และโดยการเขียนใบสั่งซื้อฝากไปกับเรือ รวมถึงมีเรือค้าส่งนำสินค้ามาส่งถึงหน้าตลาด นอกจากนี้ จะมีร้านตัดเสื้อผ้า ร้านทำทองรูปพรรณ อีกด้วย
สำหรับตลาดสดนั้น ส่วนหนึ่ง ชาวบ้านซึ่งเป็นผู้ผลิตก็จะนำผลิตผลของตนเองมาวางขายในแผลตลาดสด
การค้าขายในตลาดคอวังค่อนข้างซบเซา ซึ่งเป็นมาประมาณ 30 กว่าปีแล้ว แต่การค้าที่ยังคงไว้อยู่ก็คือการค้าไม้ ยังมีโรงเลื่อยที่ เมื่อต้องการปลูกบ้านไม้ ช่างไม้ส่วนใหญ่จะแนะนำให้ไปซื้อไม้ที่ตลาดคอวัง ส่วนร้านอุปโภคบริโภคนั้นก็ขายได้กับคนกลุ่มเล็ก ๆ ในแถบใกล้เคียงตลาด จากที่เคยมีร้านค้า 40 – 50 ห้อง เหลือเพียง 4-5 ห้องที่ดำเนินกิจการเท่านั้น







สินค้าที่เป็นจุดเด่นของตลาดคอวัง ได้แก่เรือ ประเภทต่าง ๆ ไม้กระดาน อุปกรณ์ซ่อมแซมเรือ และเป็ดพะโล้ของร้านใช้ฮวด ที่มีชื่อเสียงมาก เพราะมีรสชาติดี แต่ปัจจุบันก็ได้ล้มเลิกกิจการไปแล้ว อย่างไรก็ตามด้วยความสวยงามและความสมบูรณ์ทางกายภาพของตลาดคอวัง จึงทำให้ตลาดคอวังเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์หลายเรื่อง
นอกจากสินค้าและความสวยงามของตลาดคอวังแล้ว ยังมีประเพณีสำคัญที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาของชาวคอวังเป็นระยะเวลายาวนาน คือ ประเพณีตักบาตรกลางน้ำ และงานงิ้วประจำปี
ประเพณีตักบาตรกลางน้ำนี้ ริเริ่มโดยนางซิ่วกี่ ม้าวิไล ที่เห็นว่าบ้านคอวังเป็นที่ราบลุ่มซึ่งเหมาะกับการประกอบอาชีพทำนา ชาวบ้านในแถบนี้ส่วนใหญ่จึงประกอบอาชีพทำนา ในช่วงฤดูทำนา จะต้องออกไปทำนา เก็บเกี่ยวข้าว ไม่มีเวลาได้พบปะกัน เมื่อหมดฤดูทำนา จึงจัดให้มีประเพณีตักบาตรกลางน้ำขึ้น เพื่อให้มีโอกาสได้พบปะ ทำบุญ ร่วมกัน ผนวกกับความเชื่อที่เล่าต่อ ๆ กันมาว่าในสมัยไทยรบกับพม่า มีชาวไทยกลุ่มหนึ่ง ย้ายพระพุทธรูปมาจากทางเหนือ เมื่อมาถึงหน้าบ้านคอวังแพแตกพระพุทธรูปจมลงในน้ำ มีความพยายามงมขึ้นมาหลายครั้ง โดยครั้งหนึ่งสามารถงมขึ้นมาได้แต่แพก็แตกทำให้จมลงไปอีก จึงมีการสร้างศาลเพียงตาขึ้นที่ริมตลิ่งใกล้บริเวณที่งมพระพุทธรูปได้ โดยมียายชั้น เป็นเจ้าพิธี แต่จนกระทั่งบัดนี้ ก็ยังไม่สามารถงมพระพุทธรูปองค์นั้นขึ้นมาได้ ชาวบ้านเชื่อว่าหากงมพระพุทธรูปขึ้นมาได้ ก็จะทำให้บ้านคอวังกลับมาเจริญได้อีกครั้ง ชาวบ้านบางกลุ่มเชื่อว่ามีจระเข้เฝ้าพระพุทธรูปนี้อยู่ เพราะที่หน้าตลาดคอวังจะมีวังน้ำวน ที่เป็นมาตั้งแต่อดีตจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ซึ่งเล่าต่อ ๆ กันมาว่า เกิดจากจระเข้ขุดโพรงจากคุ้งตาเพชรที่ตลาดบางปลาม้ามาจนถึงคอวัง
จระเข้ตัวนี้เดิมเป็นคนชื่อตาเพชร เป็นคนที่มีคาถาอาคม สามารถแปลงร่างเป็นจระเข้ได้ วันหนึ่งตาเพชรและภรรยากลับจากทำนาที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำท่าจีน จะข้ามกลับไปบ้านที่อยู่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำท่าจีนจึงแปลงร่างเป็นจระเข้ เพื่อให้ภรรยาใช้เป็นสะพานข้ามแม่น้ำ โดยหันหัวไปทางฝั่งตะวันออก ก่อนแปลงร่างเป็นจระเข้นั้น ตาเพชรได้เสกน้ำมนต์ให้กับภรรยาไว้ เพื่อใช้รดไปที่ร่างจระเข้ให้กลับกลายมาเป็นคนเหมือนเดิม แต่เมื่อภรรยาของตาเพชรข้ามฝั่งไปแล้ว จระเข้ตาเพชรได้อ้าปากเพื่อจะรอรับน้ำมนต์ บ้างก็เล่าว่าจระเข้ตาเพชรต้องการหยอกล้อภรรยาจึงอ้าปาก ฝ่ายภรรยาตกใจกลัวจึงทำขันน้ำมนต์หก ทำให้จระเข้ตาเพชรไม่สามารถกลับมาเป็นคนได้ จระเข้ตาเพชรร้องไห้อยู่ 7 วัน 7 คืน แต่ไม่มีใครสามารถช่วยได้ จึงดำน้ำลงไปขุดโพรงยาวลงมาทางใต้ถึงบ้านคอวัง บริเวณที่เป็นวังน้ำวนนี้ เล่ากันว่าเคยมีคนโยนลูกมะพร้าวลงไป ลูกมะพร้าวจมหาย แล้วไปโผล่ขึ้นที่คุ้งตาเพชร ที่อยู่ด้านทิศเหนือของตลาดคอวัง
ประเพณีตักบาตรกลางน้ำจึงนอกจากเปิดโอกาสให้ผู้คนได้พบปะกันแล้ว ยังถือเป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับ ตามความเชื่อที่เล่าต่อๆกันมา โดยประเพณีตักบาตรกลางน้ำจะมีในวันแรม 12 ค่ำ เดือน 12 ของทุกปี ผู้คนทั้งชาวทุ่ง ชาวน้ำ จะมาร่วมกันตักบาตร ที่พระสงฆ์จากวัดในละแวกใกล้เคียง พายเรือมารับบิณฑบาต
ใกล้กับตลาดคอวัง มีอุทยานมัจฉา วัดป่าพฤกษ์ โดยหน้าวัดป่าพฤกษ์มีปลาธรรมชาติที่ทางวัดสงวนพันธุ์ปลาไว้ ไม่ให้บุคคลใดมาจับปลา เช่น ปลาสวย ปลาตะเพียน ทั้งนี้ทางวัดได้ให้อาหารเพื่อทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวให้ประชาชนได้มาพักผ่อนหย่อนใจ

วันศุกร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ตลาดชุมชนริมแม่น้ำท่าจีน : ตลาดเก้าห้อง

ตลาดเก้าห้อง
ตลาดเก้าห้องตั้งอยู่หมู่ที่ 2 ตำบลบางปลาม้า อำเภอบางปลาม้า ประกอบด้วยห้องแถวไม้ อยู่ริมแม่น้ำท่าจีนฝั่งตะวันตก อยู่ห่างจากตัวจังหวัดสุพรรณบุรี ไปทางทิศใต้ ประมาณ 8 กิโลเมตร จุดเริ่มต้นของตลาดเก้าห้อง คือ เมื่อนายฮง หรือบุญรอด เหลียงพานิชย์ ผู้มีฝีมือด้านช่าง และการค้า ได้อพยพครอบครัวจากกรุงเทพฯมาตั้งหลักแหล่ง ณ บริเวณบ้านเก้าห้อง ประกอบอาชีพหาบเร่แลกข้าวเปลือกด้วยของ ต่อมาจึงได้ซื้อเรือสำปะนี 1 ลำ โดยให้นางแพ ผู้เป็นภรรยาขายของตามลำน้ำ ส่วนตัวนายฮวดหาบของขายทางบก ขายของได้สักระยะหนึ่งเห็นว่าเรือที่ซื้อมาชักคับแคบจึงได้สร้างเรือนแพขึ้น จอดอยู่หน้าบ้านเก้าห้อง ส่วนภรรยาแจวเรือแลกข้าวไปตามลำน้ำ ในยุคนั้น “แพเจ็กรอด” เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป สินค้าที่ขายดีมาก คือ เครื่องกองบวช อุปกรณ์การทำนา เครื่องอุปโภคบริโภค และเห็นว่าบริเวณติดกับวัดบ้านหมี่ น่าจะเป็นทำเลที่เหมาะสมในการก่อตั้งตลาด เนื่องจาก ในช่วงฤดูแล้งจะมีเกวียนมาลงท่าวราว 100- 200 เล่ม ในขณะเตรียมการตั้งตลาดแต่เกิดเหตุโจรปล้น ทำให้นางแพ ผู้เป็นภรรยาถูกฆ่าตาย เหตุการณ์ครั้งนี้เองจึงทำให้นายบุญรอดได้สร้างหอดูโจรขึ้นที่ตลาดเก้าห้อง การก่อสร้างเป็นลักษณะสถาปัตยกรรมจีน ภายในเจาะช่องไว้สำหรับใช้ปืนส่องออกมายิงโจรได้ ส่วนที่ชั้นบนเป็นป้อมให้ผู้ทำหน้าที่เวรยามคอยจับตาดูโจรที่จะเข้ามาปล้น ซึ่งนับจากนั้นไม่เคยมีโจรเข้าปล้นที่ตลาดเก้าห้องอีกเลย เมื่อเสร็จสิ้นจากงานศพของภรรยาแล้ว นายบุญรอดได้ตั้งตลาด จัดระบบการค้าในตลาด โดยตัวเองทำการค้าใหญ่ ๆ ส่วนปลีกย่อยให้ผู้ค้ารายอื่น ๆ ส่วนสาเหตุที่เรียกว่าตลาดนี้ว่าเก้าห้องนั้น เรียกตามชื่อเรือนไม้แถวที่มีเก้าห้องที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับตลาด ซึ่งเป็นเรือนของ ขุนกำแหงฤทธิ์ ที่อพยพเรือนลาวหนีภัยสงครามเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่บ้านเก้าห้องของขุนกำแหงฤทธิ์เป็นศูนย์กลางการปกครองของพื้นที่ ตัวของขุนกำแหงฤทธิ์ทำหน้าที่เหมือนกำนันของหมู่บ้านรวมถึงเก็บส่วยส่งหลวง ที่ตลาดเก้าห้องนี้มีความเจริญรุ่งเรืองเต็มที่ในราวปี พ.ศ. 2575 – 2490 โดยเป็นศูนย์กลางการคมนาคมที่ผู้ที่ต้องการเดินทางเข้าเมืองสุพรรณบุรี หรือไปกรุงเทพฯ จะเดินทางด้วยม้า หรือเกวียน แล้วมาลงเรือที่ท่าเรือเมล์ที่ตลาด เก้าห้อง นอกจากนี้ยังมีมีเรือโดยสารแล่นผ่านมาเพื่อติดต่อซื้อขายสินค้ากับจังหวัดใกล้เคียง พ่อค้าคนจีนจะนำสินค้าจำพวกเป็ด ไก่ พืช ผัก ผลไม้ตามฤดูกาล บรรทุกเรือโดยสารนำไปขาย ขากลับจะซื้อสินค้าจากกรุงเทพฯจำพวกเสื้อผ้า อาหารแห้ง ของใช้ในครัวเรือน เครื่องไฟฟ้าต่างๆ มาขาย
ที่ตลาดเก้าห้องนี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ตลาดบน ตลาดกลาง และตลาดล่าง
ตลาดบน อยู่ทางด้านทิศเหนือของตัวตลาดเก้าห้อง เป็นที่ขายขนมจันอับ ขนมเปี๊ยะ ที่ยังมีขายอยู่จนถึงปัจจุบัน ตลาดกลางขายสินค้าประเภทโชวห่วย ส่วนตลาดล่างส่วนใหญ่จะขายอาหาร ขายยา และรับทอง ซึ่งตัวบ่งชี้หนึ่งที่ทำให้เห็นภาพของความเจริญรุ่งเรืองของตลาดเก้าห้องในอดีต คือ การที่มีร้านรับทำทองรูปพรรณถึง 4 ร้าน
สินค้าที่ขายอยู่ที่ตลาดเก้าห้อง มีหลากหลาย ทั้งที่เป็นสินค้าในท้องถิ่น และสินค้านำเข้าจากที่อื่น ซึ่งถ้าเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค ประเภท พริก กะปิ หอม กระเทียม มะพร้าว จะมีพ่อค้านำใส่เรือมาส่ง ส่วนพวกเสื้อผ้า สบู่ ยาสีฟัน เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ส่วนหนึ่งสั่งจากตลาดสุพรรณ ฯ และอีกส่วนหนึ่งสั่งจากกรุงเทพ ฯ โดยการนำส่งสินค้าจะใช้การขนส่งทางน้ำ
สำหรับสินค้าที่สามารถผลิตได้เองในตลาดเก้าห้องและใกล้เคียง นอกจากเป็นพวกอาหารแล้ว จะมีกับข้าวสด จำพวกพืชผัก ที่ชาวบ้านปลูกแล้วนำมาขาย และเนื่องจากตลาดเก้าห้องถือเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งทางน้ำ ที่นี่ จึงมีชาวนานำข้าวเปลือกบรรทุกเกวียนมาขาย หรือบางครั้งนำมาแลกกับเกลือ หรือมะพร้าว จึงทำให้ตลาดเก้าห้องมีความคึกคัก
ลูกค้าของตลาดเก้าห้องมาจากหมู่บ้านรอบ ๆ บ้านเก้าห้องเช่น หมู่บ้านโพธิ์ศรี บ้านโพธิ์ตะควน บ้านวัดโบสถ์ และบ้านตะลุ่ม
การค้าขายที่ตลาดเก้าห้องนี้ ไม่มีระบบ หรือกฎเกณฑ์ใดๆ ลักษณะของการทำการค้าภายในตลาดเป็นแบบพึ่งพาอาศัยกัน ขายโดยเอากำไรไม่มาก ต่อรองราคากันได้

วันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2553

ตลาดเก่าชุมชนริมแม่น้ำท่าจีน: บริบท

บริบทของตลาดชุมชนริมแม่น้ำท่าจีนในจังหวัดสุพรรณบุรี

แม่น้ำท่าจีน เป็นแม่น้ำที่แยกจากแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ปากคลองมะขามเฒ่า ในอำเภอ วัดสิงห์ แม่น้ำท่าจีนนี้เรียกชื่อแตกต่างกันไปตามพื้นถิ่นที่ไหลผ่าน ดังนี้ ช่วงที่แยกจากปากคลองมะขามเฒ่า ชาวชัยนาทเรียกแม่น้ำมะขามเฒ่า ไหลผ่านจังหวัดสุพรรณบุรีเรียกแม่น้ำสุพรรณ ผ่านนครปฐมเรียกว่าแม่น้ำนครชัยศรี จนกระทั่งไหลสู่อ่าวไทยที่จังหวัดสมุทรสาครจึงเรียกว่าแม่น้ำท่าจีน จังหวัดที่แม่น้ำท่าจีนไหลผ่านนั้น จังหวัดสุพรรณบุรี ถือเป็นจังหวัดที่แม่น้ำท่าจีนไหลผ่านเป็นระยะทางยาวที่สุด คือประมาณ 300 กิโลเมตร โดยไหลผ่านอำเภอเดิมบางนางบวช อำเภอสามชุก อำเภอศรีประจันต์ อำเภอเมืองสุพรรณบุรี อำเภอบางปลาม้า และอำเภอสองพี่น้อง (วิศาล สมคิด . 2531 : 2)
การตั้งถิ่นฐานของผู้คนในสมัยก่อน จะยึดแม่น้ำเป็นหลัก ทั้งนี้เพราะต้องใช้น้ำอุปโภคและบริโภค ตลอดทั้งเป็นเส้นทางคมนาคม ไปมาหาสู่ และซื้อขายกัน ถิ่นฐานบ้านเรือนที่ตั้งอยู่ริมสองฟากฝั่งขนานไปกับความยาวของแม่น้ำโดยมากจะมีชื่อคำแรกว่า “บาง” หรือ “ท่า” ทำมาหากินด้านการเกษตรกรรมโดยเฉพาะการทำนา โดยจะมีทุ่งสำหรับการทำนาซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านออกไป เนื่องจากสภาพภูมิประเทศเป็นที่ลุ่ม จึงมีน้ำเพียงพอสำหรับการทำนา การไปมาหาสู่ ติดต่อกันเป็นไปได้สะดวก มาตั้งแต่สมัยโบราณ เพราะมีเรือล่องผ่านหน้าบ้านทุกวัน ทำให้เครือข่ายของชุมชนกว้างขวาง ลักษณะของชุมชนจึงเป็นชุมชนเปิด และเป็นเครือข่ายมากกว่าเป็นเอกเทศ (ฉัตรทิพย์ นาถสุภา . 2541 : 196 - 197) ชาวสุพรรณบุรีก็เช่นเดียวกับชุมชนแถบที่ลุ่มภาคกลางอื่น ๆ ที่มีความผูกพันกับสายน้ำ โดยในสมัยโบราณ เมืองอู่ทองที่ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจระเข้สามพันได้อาศัยแม่น้ำสายนี้ในการดำรงชีวิต ต่อมาเกิดช่องทางของภูเขา ทำให้สายน้ำไหลไปทางอื่น ทำให้แม่น้ำจระเข้สามพันแคบ และตื้นเขิน เกิดโรคระบาดผู้คนจึงละทิ้งเมืองมาทางที่ลุ่มตะวันออกซึ่งมีแม่น้ำสุพรรณไหลผ่านเกิดเป็นชุมชนที่สืบเชื้อสายผ่านยุคต่าง ๆ อาศัยความอุดมสมบูรณ์ของลำน้ำในการดำรงชีวิต(ดอกอ้อ แตงอ่อน และ อนุศักดิ์ คงมาลัย . 2545 : 33)
การตั้งชุมชนริมแม่น้ำท่าจีนนั้นทำให้เกิดการซื้อขายแลกเปลี่ยนจนเกิดเป็นตลาดค้าขายริมแม่น้ำหลายแห่ง อีกทั้งเป็นการสะดวกต่อการคมนาคมอีกด้วย ตลาดค้าขายที่สำคัญคือตลาดในตัวเมืองซึ่งเป็นศูนย์การปกครอง และมีประชากรตั้งชุมชนอยู่เป็นจำนวนมาก ตลาดตามตัวเมืองจะเป็นตลาดขนาดค่อนข้างใหญ่กว่าตลาดชุมชน เช่น ที่ตลาดเมืองสุพรรณบุรี มีการตั้งร้านขายของบริเวณทางเดินสองข้างหลายสิบร้าน และบริเวณแม่น้ำยังมีแพจอดขายสินค้าต่าง ๆ ถึง 50 แพ (หจช.,ร.5 ม.2. 14/104 อ้างในมณฑล คงแถวทอง . 2527 : 125) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเคยเสด็จประพาสจังหวัดสุพรรณบุรีถึง 2 ครั้ง ในพ.ศ. 2447 และ พ.ศ. 2451 โดยในการเสด็จประพาสในครั้งที่ 2 ที่ทรงเสด็จประพาสมณฑลนครสวรรค์และเมืองสุพรรณบุรี ได้ทรงพระราชนิพนธ์บรรยายการเดินทางเข้าทางลำน้ำมะขามเฒ่า ผ่านลงมาทางอำเภอนางบวช จนกระทั่ง ถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระองค์ทรงบรรยายสภาพบ้านเมืองและสถานที่สำคัญ ๆ ในช่วงของเมืองสุพรรณบุรี ว่า เดิมบาง ซึ่งในสมัยของพระองค์ ขึ้นกับเมืองชัยนาท เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ บ้านเรือน ใหม่ ๆ และวัดใหม่เรียงรายเป็นระยะตลอดริมฝั่งน้ำ อำเภอเดิมบาง มีวัดเก่าที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เคยเสด็จในปี พ.ศ. 2450 มีหมู่บ้านเล็ก ๆ เช่น บ้านท่าช้าง ซึ่งปัจจุบันคือตลาดท่าช้าง และบ้านสามชุก คืออำเภอสามชุกในปัจจุบัน เป็นหมู่บ้านริมน้ำ ผู้คนยังเบาบาง พระองค์ทรงบรรยายถึงอำเภอศรีประจันต์ว่า เมื่อล่องตามแม่น้ำสุพรรณหรือแม่น้ำท่าจีน จะเข้าเขตเมืองสุพรรณก็เริ่มเห็นบ้านเรือนผู้คนหนาแน่นขึ้น แสดงว่าผู้คนในอำเภอนี้ยังเบาบาง แต่ก็พบชุมชนและวัดตั้งอยู่ตลอดริมน้ำ เมื่อถึงอำเภอเมือง มีบ้านเรือนหนาแน่นขึ้น และในตำบลต่าง ๆ มักมียุ้งข้าวตั้งรวมกัน ประมาณ 4 – 7 หลังเป็นกลุ่มตลอดลำน้ำ แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ และทรงเล่าว่า “เขาว่าที่เมืองนี้ไม่เหมือนกรุงเก่า ถ้าไม่เห็นข้าวใหม่ในนาแล้ว ไม่เปิดยุ้งจำหน่าย” ส่วนอำเภอบางปลาม้าและอำเภอสองพี่น้อง ประชากรส่วนใหญ่จะเป็นชาวจีนและชาวลาวปะปนกันอยู่ (มหาวิทยาลัยศิลปากร . 2546 : 3-16 – 3-17)
การค้าขายของตลาดริมน้ำนี้ ไม่ได้จำกัดเฉพาะการค้าบนตลาดบกที่อยู่ติดริมน้ำเท่านั้น
แต่ได้ขยายตัวทางการค้าไปตามลำแม่น้ำด้วย กล่าวคือ มีเรือพ่อค้าล่องไปตามลำน้ำเพื่อซื้อสินค้าจากราษฎร(มณฑล คงแถวทอง . 2527 : 127) ย่านการค้าริมแม่น้ำท่าจีนในช่วงที่ไหลผ่านจังหวัดสุพรรณบุรีนั้น ถ้าใช้ตัวจังหวัดสุพรรณบุรีเป็นจุดเริ่มต้นไปทางทิศเหนือ จะมีตลาดที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ท่าจีนอยู่ถึง 8 ตลาด ได้แก่ตลาดโพธิ์พระยา ตลาดศรีประจันต์ อยู่ริมฝั่งขวาของแม่น้ำท่าจีน ฝั่งตรงข้ามกับตลาดศรีประจันต์ คือ ตลาดบ้านกร่าง เมื่อขึ้นเหนือไปตามแม่น้ำท่าจีนอีกก็จะเป็นที่ตั้งของตลาดบางขวาก ตลาดสามชุก ที่อยู่ฝั่งขวาแม่น้ำท่าจีน ถัดขึ้นไปเป็นตลาดบ้านทึง ตลาดนางบวช และตลาดท่าช้าง แต่หากล่องลงมาทางด้านทิศใต้จากตัวจังหวัดสุพรรณบุรี ก็จะพบตลาดเก้าห้อง ตลาดบางปลาม้า ตลาดคอวัง ตลาดบางแม่หม้าย ตลาดบางสะแก ตลาดบ้านกุ่ม ตลาดบางสาม และตลาดบางซอ ซึ่งแต่ละตลาดจะทำหน้าที่เป็นจุดแลกเปลี่ยนสินค้าด้านการเกษตร ซื้อขายเครื่องอุปโภค บริโภค