เกี่ยวกับฉัน
- เกษรา
- สุพรรณบุรี, Thailand
- ผู้หญิงอายุเยอะ น้ำหนักมาก รักแมว ชอบเที่ยวป่า ดูนก แต่ไม่ตกปลา เกิดที่โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช สุพรรณบุรี เป็นลูกคนแรกที่แม่ไปคลอดที่โรงพยาบาล โดยไม่ผ่านมือหมอตำแย เป็นคนสุพรรณฯ เลือดร้อย เรียนอนุบาลและป.1 ที่โรงเรียนอนุบาลเสริมศึกษา(ปัจจุบันนี้ไม่มีแล้ว) ป.2-7 ที่โรงเรียนวัดสุวรรณภูมิ(ปัจจุบันคือโรงเรียนสุพรรณภูมิ ม.ศ.1-5 ที่โรงเรีงเรียนสงวนหญิง คบ.เอกเกษตรศาสตร์ จากวิทยาลัยครูพระนคร ศศบ. สารนิเทศาสตร์ จาก มสธ. กศม. การศึกษาผู้ใหญ่ จาก มศว. ปรด. จะจบหรือเปล่าไม่รู้ ที่ไหนยังไม่บอก เดี๋ยวจะทำสถาบันเสื่อมเสีย
วันพฤหัสบดีที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2554
ถอดประสบการณ์การดูงานที่บ้านจำรุง
เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๕๔ ฉัน พร้อมด้วยทีมงานนักวิจัยที่เป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา และนักวิจัยที่เป็นชาวบ้านจากบ้านสาไร ตำบลท่าช้าง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้เดินทางไปเรียนรู้แนวทางในการพัฒนาการบริหารจัดการโฮมสเตย์บ้านจำรุง อำเภอแกลง จังหวัดระยอง
ที่นี่เราได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น จากชาวบ้านจำรุง นำโดยนายชาติชาย เหลืองเจริญ นายกสภาองค์ชุมชน
สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากบ้านจำรุง
การเริ่มต้นของการพัฒนาบ้านจำรุง เกิดจากคำถามที่ว่า ทำอย่างไรให้คนฐานล่างแข็งแรงได้ กำหนดชะตาชีวิตของตนเองได้ ในที่สุดก็นำไปสู่การน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาสู่การปฏิบัติ ภายใต้ความเชื่อที่ว่า สิ่งที่พระเจ้าอยู่หัวตรัสเป็นความจริง จะนำไปสู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่พอเพียงของคนบ้านจำรุง มั่นคง ที่ไม่ได้แปลว่ารวย
การเดินทางสู่ความมั่นคงของคนบ้านจำรุง เริ่มต้นด้วยการฟื้นฟูทรัพยากร คน ดิน น้ำ ป่า อย่างบูรณาการ โดยใช้โฮมสเตย์เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อน
คุณชาติชาย นำเสนอกระบวนการที่ใช้ในบ้านจำรุงคือ
๑. ต้องตั้งใจ
๒. ต้องลองทำ
๓. ต้องเรียนรู้
๔. ต้องหาข้อมูล โดยสอบถามจากนักท่องเที่ยว
๕. ต้องประชาสัมพันธ์ และรู้จักที่จะเชื่อมโยงเครือข่าย
โฮมสเตย์แต่ละแห่งต้องมีบุคลิกของตัวเอง ต้องถามตัวเองว่า เรามีอะไรที่จะนำมาขาย บางครั้งการไม่มีจุดขายนั่นแหละคือจุดขาย
ทุกวันนี้บ้านจำรุงกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิต เป็นมหาวิทยาลัยบ้านนอก ที่ผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพสูงสุด นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
วันจันทร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2554
วันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2554
วันพฤหัสบดีที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
เชิญชวนส่งโครงการเพื่อช่วยเยียวยาผู้ประสบภัย
กลุ่ม Be Kind ขอเชิญชวนเยาวชน ส่งโครงการ/กิจกรรม ในการช่วยเหลือ ตลอดจนเยียวยาสภาพจิตใจของผู้ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัดประนครศรีอยุธยา เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณ
ขอรับแบบเสนอโครงการได้ที่ กลุ่ม Be Kind สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
หรือสอบถามรายละเอียดที่ 0819442648 /e - mail : bekindgroup@hotmail.com
ขอรับแบบเสนอโครงการได้ที่ กลุ่ม Be Kind สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
หรือสอบถามรายละเอียดที่ 0819442648 /e - mail : bekindgroup@hotmail.com
วันอังคารที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
เมื่อฉันไปเป็นโยคี
เพราะว่ารู้สึกว่าตัวเองกำลังต้องสู้กับความรู้สึกเบื่อหน่าย เมื่อยล้า ทั้งการทำงาน การเรียน และสุขภาพ ทำให้ฉันตัดสินใจสมัครไปปฏิบัติธรรมที่มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณวิทยาลัย ที่วังน้อย
ฉันขับรถไปที่มหาจุฬา ฯ ในเย็นวันศุกร์ที่ 12 พฤศจิกายน ใช้เวลาขับรถประมาณครึ่งชั่วโมง หลังจากลงทะเบียน เข้าที่พักแล้ว กิจกรรมต่าง ๆ เริ่มขึ้นตอนประมาณหกโมงเย็น นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตของฉันที่จะเริ่มฝึกปฏิบัติวิสสนากัมมัฏฐาน แล้วก็มาคนเดียวเสียด้วยสิ ถือว่าเป็นการวัดใจครั้งใหญ่ของฉันทีเดียว
ครึ่งต่อครึ่งของผู้มาปฏิบัติธรรมทั้งหมด 89 คน เป็นประเภทมาใหม่เหมือนกับฉัน ฉันเพิ่งรู้ว่าผู้ที่มาปฏิบัติธรรม นุ่งขาว ห่มขาว ถือศีลแปดอย่างฉันนี้ เรียกว่า "โยคี"
พอถึงเวลาหกโมงเย็น พระอาจารย์พาสวดมนต์ แล้วให้นั่งสมาธินิ่งๆ คิดถึงยุบหนอ พองหนอ แน่นอนว่าคนที่ไม่เคยปฏิบัติเช่นนี้ ย่อมรู้สึกทรมานเป็นอย่างยิ่ง ทั้งปวดขา ปวดหลัง แต่ก็ปลอบใจตัวเองไว้ว่า มาครั้งนี้ไม่มีใครบอก หรือบังคับให้มา ตัวเองต่างหากที่อยากจะมา สืบค้นหาข้อมูลจากเว็บไซต์ต่าง ๆ กว่าจะเลิกก็ปาเข้าไปสามทุ่ม
ฉันรีบเข้านอน ในที่นอนบาง ๆ มีมุ้งครอบ เปิดพัดลม 2 ตัวกระหน่ำเต็มที่เพราะทั้งร้อน ทั้งง่วง ไม่อาบน้ำเพราะอาบมาจากบ้านแล้ว พยายามรีบหลับ เพราะเมื่อคืนฉันมัวแต่โหลดโปรแกรมแอนตี้ไวรัส กว่าจะได้หลับก็ตีสาม ซึ่งเจ้าข้าวสวยก็เลยได้นอนดึกไปด้วย ตราบใดที่ฉันยังไม่เข้านอน ข้าวสวยก็จะไม่ยอมนอน ถ้าหล่อนง่วงจริงๆ ก็มานอนหลับๆตื่นๆ ใกล้ฉัน เป็นอย่างนี้มาเกือบ 6 เดือนแล้ว และที่กังวลเป็นที่สุดคือพรุ่งนี้ฉันจพต้องตื่นตี4 เพื่อทำวัดปฏิบัติวิปัสนาตอนตี4ครึ่ง
ในที่สุดฉันก็สามารถตื่นทันลงไปปฏิบัติธรรมโดยไม่อายใครอย่างที่กลัว ไม่รู้ว่าเพราะอาย หรืออิ่มเอมใจกันแน่
ตลอดระยะเวลาที่ฉันเป็นโยคี มันเป็นความสุขปนทุกข์ระทม เพราะฝึกปฏิบัติจริง ๆ แล้วคนที่จิตเป็นลิงวิ่งไปโน่นไปนี่ เคยกิน เคยเดินแบบเร็ว ๆทำอะไรลวกๆ ต้องพยายามทำทุกอย่างให้ช้าลง อยู่กับตัวเองให้มากที่สุด รับรู้ทุกอริยาบทของตัวเอง แถมยังต้องอดอาหารเย็น(ตั้ง1วัน)อีกด้วย ที่ทุกข์ที่สุดคืออาการปวดหลัง ปวดเข่า ปวดขา ปวดบ่า ด้วยเกิดจากโรคประจำตัว การปฏิบัติรอบละ 3 ชั่วโมง มันค่อนข้างจะหนักมากสำหรับฉัน มันทรมานเสียจนเวลาภาวนา ฉันใช้คำว่า ปวดหนอ เบื่อหนอ อยากกลับแล้วหนอ เมื่อไหร่จะเลิกหนอ ทีเดียว แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็ได้เรียนรู้ที่จะเข้าใจว่าการอยู่กับตัวเองเสียบ้าง รับรู้ในสิ่งที่ตัวเองกระทำทุกขณะเสียบ้าง รวมถึงการที่ไม่ต้องพูดกับใครเลย มันเป็นความสุขสงบเสียจริง ๆ
ฉันกลับจากปฏิบัติธรรมเย็นวันอาทิตย์ที่ 14 พฤศจิกายน แต่คงได้ปัญญาจากการปฏิบัติมาสัก1 ใน 100 เห็นจะได้ เพราะยังไม่ทันถึงบ้าน ฉันก็แวะสนองตันหา(แปลว่าความอยาก)ด้วยการแวะกินข้าวเย็น ที่ศูนย์การค้าระหว่างเส้นทาง พร้อมทั้งช็อปปิ้งอาหารการกินกลับบ้านหมดไปหลายร้อย เบากระเป๋าไป
ถึงแม้ฉันอาจเป็นโยคีหน้าใหม่ ที่ไม่ค่อยจะได้เรื่องนัก แต่ก็แอบบอกกับตัวเองว่า จะไปเป็นโยคีใหม่ แต่ต้องเป็นหลักสูตรน้อย ๆ วันอย่างนี้นะ เอาสักปีหน้าก็แล้วกัน..วันนี้..ยังปวดขา ปวดหลังอยู่เลย
ฉันขับรถไปที่มหาจุฬา ฯ ในเย็นวันศุกร์ที่ 12 พฤศจิกายน ใช้เวลาขับรถประมาณครึ่งชั่วโมง หลังจากลงทะเบียน เข้าที่พักแล้ว กิจกรรมต่าง ๆ เริ่มขึ้นตอนประมาณหกโมงเย็น นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตของฉันที่จะเริ่มฝึกปฏิบัติวิสสนากัมมัฏฐาน แล้วก็มาคนเดียวเสียด้วยสิ ถือว่าเป็นการวัดใจครั้งใหญ่ของฉันทีเดียว
ครึ่งต่อครึ่งของผู้มาปฏิบัติธรรมทั้งหมด 89 คน เป็นประเภทมาใหม่เหมือนกับฉัน ฉันเพิ่งรู้ว่าผู้ที่มาปฏิบัติธรรม นุ่งขาว ห่มขาว ถือศีลแปดอย่างฉันนี้ เรียกว่า "โยคี"
พอถึงเวลาหกโมงเย็น พระอาจารย์พาสวดมนต์ แล้วให้นั่งสมาธินิ่งๆ คิดถึงยุบหนอ พองหนอ แน่นอนว่าคนที่ไม่เคยปฏิบัติเช่นนี้ ย่อมรู้สึกทรมานเป็นอย่างยิ่ง ทั้งปวดขา ปวดหลัง แต่ก็ปลอบใจตัวเองไว้ว่า มาครั้งนี้ไม่มีใครบอก หรือบังคับให้มา ตัวเองต่างหากที่อยากจะมา สืบค้นหาข้อมูลจากเว็บไซต์ต่าง ๆ กว่าจะเลิกก็ปาเข้าไปสามทุ่ม
ฉันรีบเข้านอน ในที่นอนบาง ๆ มีมุ้งครอบ เปิดพัดลม 2 ตัวกระหน่ำเต็มที่เพราะทั้งร้อน ทั้งง่วง ไม่อาบน้ำเพราะอาบมาจากบ้านแล้ว พยายามรีบหลับ เพราะเมื่อคืนฉันมัวแต่โหลดโปรแกรมแอนตี้ไวรัส กว่าจะได้หลับก็ตีสาม ซึ่งเจ้าข้าวสวยก็เลยได้นอนดึกไปด้วย ตราบใดที่ฉันยังไม่เข้านอน ข้าวสวยก็จะไม่ยอมนอน ถ้าหล่อนง่วงจริงๆ ก็มานอนหลับๆตื่นๆ ใกล้ฉัน เป็นอย่างนี้มาเกือบ 6 เดือนแล้ว และที่กังวลเป็นที่สุดคือพรุ่งนี้ฉันจพต้องตื่นตี4 เพื่อทำวัดปฏิบัติวิปัสนาตอนตี4ครึ่ง
ในที่สุดฉันก็สามารถตื่นทันลงไปปฏิบัติธรรมโดยไม่อายใครอย่างที่กลัว ไม่รู้ว่าเพราะอาย หรืออิ่มเอมใจกันแน่
ตลอดระยะเวลาที่ฉันเป็นโยคี มันเป็นความสุขปนทุกข์ระทม เพราะฝึกปฏิบัติจริง ๆ แล้วคนที่จิตเป็นลิงวิ่งไปโน่นไปนี่ เคยกิน เคยเดินแบบเร็ว ๆทำอะไรลวกๆ ต้องพยายามทำทุกอย่างให้ช้าลง อยู่กับตัวเองให้มากที่สุด รับรู้ทุกอริยาบทของตัวเอง แถมยังต้องอดอาหารเย็น(ตั้ง1วัน)อีกด้วย ที่ทุกข์ที่สุดคืออาการปวดหลัง ปวดเข่า ปวดขา ปวดบ่า ด้วยเกิดจากโรคประจำตัว การปฏิบัติรอบละ 3 ชั่วโมง มันค่อนข้างจะหนักมากสำหรับฉัน มันทรมานเสียจนเวลาภาวนา ฉันใช้คำว่า ปวดหนอ เบื่อหนอ อยากกลับแล้วหนอ เมื่อไหร่จะเลิกหนอ ทีเดียว แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็ได้เรียนรู้ที่จะเข้าใจว่าการอยู่กับตัวเองเสียบ้าง รับรู้ในสิ่งที่ตัวเองกระทำทุกขณะเสียบ้าง รวมถึงการที่ไม่ต้องพูดกับใครเลย มันเป็นความสุขสงบเสียจริง ๆ
ฉันกลับจากปฏิบัติธรรมเย็นวันอาทิตย์ที่ 14 พฤศจิกายน แต่คงได้ปัญญาจากการปฏิบัติมาสัก1 ใน 100 เห็นจะได้ เพราะยังไม่ทันถึงบ้าน ฉันก็แวะสนองตันหา(แปลว่าความอยาก)ด้วยการแวะกินข้าวเย็น ที่ศูนย์การค้าระหว่างเส้นทาง พร้อมทั้งช็อปปิ้งอาหารการกินกลับบ้านหมดไปหลายร้อย เบากระเป๋าไป
ถึงแม้ฉันอาจเป็นโยคีหน้าใหม่ ที่ไม่ค่อยจะได้เรื่องนัก แต่ก็แอบบอกกับตัวเองว่า จะไปเป็นโยคีใหม่ แต่ต้องเป็นหลักสูตรน้อย ๆ วันอย่างนี้นะ เอาสักปีหน้าก็แล้วกัน..วันนี้..ยังปวดขา ปวดหลังอยู่เลย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)